Graduate College of Management
URI ถาวรสำหรับชุมชนนี้
เรียกดู
กำลังเรียกดู Graduate College of Management โดย วันที่ออก
ตอนนี้กำลังแสดง1 - 20 ของ 658
ผลลัพธ์ต่อหน้า
ตัวเลือกเรียงลำดับ
รายการ Sports Competition Management Models Affecting Value-added Creation of Businesses in the Thai Sports Industry(Sripatum University, 2024) Niwat Chantharat and Sumana ChantharatThis academic article focuses on studying the format of organizing a sport competition that affects the value-added creation of businesses in the Thai sports industry. This aims to develop a conceptual framework from a review of literature and related documents that can explain the impact of organizing a sport competition that will increase the value-added of the sports industry. The study found that the format of organizing a sport competition emphasizes the approach to organizing a sport competition that uses the evaluation form as a process with a decision-making characteristic that requires information from the evaluation to help in making decisions in 4 aspects: decisions about planning to have guidelines for organizing and assessing risks in the future, decisions about the structure of responsible persons and management structures, decisions about operations, and decisions about reviewing the implementation of the competition at the end of the project to use the results of the operation to plan for the future. Models that focused on this decision-making process contribute to the aim of adding value to sports competition management businesses, which were a significant sector driving the sports industry. This, in turn, would lead to a higher value-added in the sports industry, including innovations in competition management, sports market growth, and increasing popularity.รายการ กระบวนทัศน์นโยบายผู้สูงอายุด้านที่พักอาศัยของประเทศไทย(2024-12) ปิยากร หวังมหาพร; Whangmahaporn, Piyakornงานวิจัยเรื่องกระบวนทัศน์นโยบายผู้สูงอายุด้านที่พักอาศัยของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัย ภายในและปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อกระบวนทัศน์นโยบายผู้สูงอายุด้านที่พักอาศัยและศึกษาผลที่เกิดขึ้นกับการ เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์นโยบายผู้สูงอายุด้านที่พักอาศัยของประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิง คุณภาพโดยวิจัยจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนโยบายผู้สูงอายุด้านที่พักอาศัย ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยภายนอก ได้แก่ องค์การระหว่างประเทศส่งออกแนวคิดการจัดการที่พักอาศัยมายังประเทศไทย ส่วนปัจจัยภายใน ได้แก่ จำนวนผู้สูงอายุ นโยบายของรัฐบาล กฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นแรงหนุนเสริม กระบวนทัศน์นโยบายผู้สูงอายุด้านที่ พักอาศัยของประเทศไทยจึงแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ได้แก่ 1) กระบวนทัศน์ก่อน พ.ศ. 2525: ยุคกำเนิดสถาน สงเคราะห์ผู้สูงอายุ 2) กระบวนทัศน์ พ.ศ.2525-2539: ยุคสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุเบ่งบาน 3) กระบวนทัศน์ พ.ศ.2540-2554: ยุคก่อเกิดการสร้างสภาพแวดล้อมเกื้อหนุนหลักสูงวัยในที่เดิม และ 4) กระบวนทัศน์ พ.ศ. 2555-ปัจจุบัน: ยุคการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุทุกกลุ่มตามหลักสูงวัยในที่เดิม จากกระบวนทัศน์ทั้ง 4 ช่วง ส่งผลให้นโยบายของรัฐบาลไทยแตกต่างกันออกไปจากเดิมมุ่งสร้างสถานสงเคราะห์เฉพาะผู้ยากไร้มาสู่การ จัดที่พักอาศัยภายใต้แนวคิดสูงวัยในที่เดิมโดยให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุทุกกลุ่มมากขึ้นรายการ การพัฒนานโยบายผู้สูงอายุตามแนวทางสหวิทยาการ(2024-12) ปิยากร หวังมหาพร; Whangmahaporn, Piyakornบทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เข้าใจการศึกษานโยบายผู้สูงอายุตามแนวทางสหสาขาวิชา 2) สำรวจมุมมองสาขาต่าง ๆ ต่อการศึกษานโยบายสาธารณะ เช่น สาขาวิชาวิทยาการว่าด้วย ผู้สูงอายุสาธารณสุข สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา และรัฐประศาสนศาสตร์ 3) ปัญหาอุปสรรค การศึกษานโยบายผู้สูงอายุตามแนวทางสหวิทยาการ และ 4) แนวทางในการส่งเสริมการศึกษาเรื่องผู้สูงอายุ ตามแนวทางสหวิทยาการ การศึกษาพบว่า 1) การทำงานร่วมกันข้ามสาขาวิชาและการบูรณาการมุมมองจาก หลายสาขานั้นเป็นการสร้างความเข้าใจที่ครอบคลุมและเป็นรากฐานที่แข็งแรงสำหรับการพัฒนานโยบายที่ มีประสิทธิผลและมีคุณภาพสำหรับผู้สูงอายุในสังคมในระยะยาว 2) สาขาที่ศึกษานโยบายสาธารณะ เช่น สาขาพฤฒาวิทยาเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการสูงอายุที่ให้ข้อมูลที่ลึกซึ้งในแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับผลกระทบของการสูงอายุต่อบุคคล ครอบครัว ชุมชน และสังคม 3) ปัญหาอุปสรรคที่ทำให้การศึกษาตามแนวทาง สหวิทยาการไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรในการพัฒนาและการดำเนินนโยบายผู้สูงอายุ อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวาง การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิผลระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เช่น ความแตกต่างในมุมมอง อุปสรรคในการสื่อสาร ข้อจำกัดด้านทรัพยากร และ 4) การใช้แนวทางสหวิทยาการในการพัฒนานโยบายผู้สู งอายุนี้ยังเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับความซับซ้อนและความหลากหลายของผู้สูงอายุ และนำไปสู่พัฒนานโยบายที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในอนาคตรายการ A MODEL OF FACTORS AFFECTING TALENT MANAGEMENT AND ORGANIZATIONAL COMMITMENT OF MEDICAL PERSONNEL IN THAILAND IN BOTH THE PUBLIC AND PRIVATE SECTORS(2025-02) Nutchaya Udomchairat; Nontipan Prayurhong; Vichit UonThe purpose of this research is to develop a model of causal factors affecting talent management and organizational commitment of medical personnel in Thailand in both the public and private sectors. The researcher applied the mixed methods research: consisting of quantitative research and qualitative research. Regarding the quantitative research, the samples were 520 medical personnel in Thailand in both the public and private sectors. Regarding the qualitative research, the researcher used the purposive sampling to define 5 key informants and another 5 experts for confirming the model. With regard to the analysis results of structural equation model according to the hypotheses, the adjusted structural equation model had all six goodness of fit indices that passed the acceptance criteria: χ2 /df = 1.020, CFI = 1.000, GFI = 0.973, AGFI = 0.954, RMSEA = 0.006 and RMR = 0.007. It can be concluded that the structural equation model had a good fit with the empirical data.รายการ แนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับครู(สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (สสอท.) สาขาวิชาศึกษาศาสตร์, 2025-02-22) สิรินธร สินจินดาวงศ์; ผุสดี กลิ่นเกษร; พรฟ้า ทองสุขการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของครู 2) เสนอแนะแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของครู กลุ่มเป้าหมายเป็น ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จำนวน 105 คน และผู้บริหาร นักวิชาการจำนวน 6 คน เครื่องมือวิจัยคือ 1) แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2) แบบสัมภาษณ์แนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์สถิติพื้นฐาน การวิเคราะห์ PNIModifiled และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของครู ด้านการเรียนรู้ที่ใช้ชีวิตในโลกร่วมกัน มีค่าสูงสุด เท่ากับ 0.13 ส่วนด้านอื่นๆ มีค่า PNIModifiled เท่ากับ 0.11, 2) แนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตฯ ประกอบด้วย 2.1) ด้านเรียนรู้ ค้นหาและสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน ได้แก่ การจัดการความรู้ เพื่อแบ่งปันความรู้จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง, แหล่งเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน, ส่งเสริมให้ครูจัดการให้ผู้เรียนที่สนใจร่วมกัน และเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยความสมัครใจ, ส่งเสริมให้ครูเรียนรู้ด้วยตนเอง ค้นหาสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ใหม่ๆ, และแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนการสอน แก่ผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน 2.2) ด้านการเรียนรู้ที่จะรวบรวมระดมทรัพยากร ได้แก่ สนับสนุนให้ใช้ภาษาต่างประเทศในการติดต่อสื่อสาร ระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ, ส่งเสริมให้ครูมีคุณลักษณะในการพิจารณาข้อมูลเชิงลึก รวบรวมและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ก่อนตัดสินใจ, 2.3) ด้านการเรียนรู้ที่ใช้ชีวิตในโลกร่วมกัน ได้แก่ การแชร์ผลงานการสอน หรือผลงานของผู้เรียนเชิงบวกผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์, ครูออกแบบการเรียนการสอนผ่านเครื่องมือการเรียนรู้ออนไลน์ ที่เปิดให้ผู้เรียนและผู้สอนเข้าถึงแหล่งความรู้, นโยบายในการส่งเสริมให้ครู ทำงานร่วมกับเพื่อนครู และนำปัญญาประดิษฐ์ AI มาช่วยในการออกแบบบทเรียน, และ 2.4) ด้านการเรียนรู้ที่จะเข้าร่วมและดูแลกัน ได้แก่ สนับสนุนครูให้สามารถสื่อสารกับผู้เรียนอย่างเข้าใจที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน, นโยบายหรือแนวทาง ในการให้ข้อมูลป้อนกลับสู่ผู้เรียนด้วยคำพูดหรือข้อความเชิงบวก, การเขียนสะท้อนผลการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าของผู้เรียนรายการ Causal factors of project success affecting the business growth of residential real estate(2025-05) Yutthasart Punya; Vichit UonReal estate is one of the fastest-growing and rapidly evolving industries. In Thailand, the real estate industry has seen remarkable development across all categories, including residential properties, commercial buildings, and condominiums. However, this industry continues to face several challenges that affect its long-term growth and sustainable development. Key issues, their causes, and potential solutions in the residential real estate sector include rising prices, limited access to financing, economic risks, market oversupply, regulatory and legal constraints, market uncertainty, and property management problems. The objectives of this research are: 1) to examine the causal factors affecting the project success and business growth of residential real estate, 2) to analyze the influence of causal factors of project success affecting the growth and profitability of residential real estate, and 3) to develop a causal model of project success factors affecting the growth and profitability of residential real estate. The researcher collected data through interviews and online questionnaires targeting residential real estate between March and April 2025, with a sample size of 400 respondents. The analysis results indicate that leadership affects project success, leadership affects business growth through project success, risk management affects project success, risk management affects business growth through project success, and project success affects business growth. Entrepreneurs can make better decisions regarding business expansion or investment in new projects and can manage various situations more effectively, thereby gaining a competitive advantage and achieving their business goals as planned.รายการ THE EFFECT OF BRAND EQUITY FROM CUSTOMER’S PERSPECTIVE AND INDUSTRY VALUE ADDED OF ONLINE FOOD DELIVERY IN THAILAND(Journal of Suvarnnabhumi Institute of Technology (Humanities and Social Sciences), 2025-06) Niwat Chantharat, Sumana Chantharat and Werapart NukulkijThis is a research article that studies brand equity from customer's perspective factors that affect the value-added industry in the online food ordering and delivery industry in Thailand. There are number of sample groups of 400 users of the online food ordering to delivery industry in Thailand, data were collected from simple random sampling and the results were analyzed by using the multiple regression analysis method to test the hypotheses. The results of the hypotheses test founded that marketing mix factors affect value added in the online food ordering to delivery industry in Thailand with statistical significance at the 0.05 level. When considering the results of the multiple regression equation analysis, it was found that the coefficient of the multiple correlation (R) value is equal to 6 1 . 1 percent and the adjusted R square value is equal to 37.3 percent and the significance value is equal to 0.00 and the factors organizational transparency has an influence on value added in the online food ordering and delivery industry in Thailand with statistical significance at the 0.05 level. When considering the results of the stepwise multiple regression analysis, it was found that the multiple correlation coefficient (R) had a value equal to 6 2 .7 percent and an adjusted R square value equal to 61.9 percent and a significance value equal to 0.00.รายการ การศึกษาบุคลิกภาพตามแนวจริต 6 ในพระพุทธศาสนาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนนทบุรี(มหาวิทยาลัยศรีปทุม, 2550) กนกกาญจน์ สินภิบาลการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบุคลิกภาพตามแนวจริต 6 ในพระพุทธศาสนาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดนนทบุรี และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบบุคลิกภาพตามแนวจริต 6 ในพระพุทธศาสนาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดนนทบุรี ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) จำนวน 277 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสำรวจบุคลิกภาพตามแนวจริต 6 ซึ่ง สุรีรัตน์ ฝนอรุณ เป็นผู้สร้าง จำนวน 341 ข้อ เมื่อนำมาใช้กับกลุ่มตัวอย่างมีค่าความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (IOC) ระหว่าง 0.08 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่น (a-coefficient) เท่ากับ 0.9486 วิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows เพื่อคำนวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (ANOVA) และการหาความแตกต่างรายคู่โดยใช้วิธีการของ Scheffeรายการ การวางแผนการใช้งานระบบปรับอากาศสำหรับห้องบรรยายของมหาวิทยาลัยศรีปทุม กรณีศึกษา : อาคาร ดร.สุข พุคยาภรณ์(2551) ธิติวัฒน์ ศรุติรัตน์วรากุลรายการ รูปแบบการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดกรุงเทพมหานคร(มหาวิทยาลัยศรีปทุม, 2551) ชิตภณ ศานติสุขการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษารูปแบบการตัดสินใจในการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดกรุงเทพมหานคร และเพื่อเปรียบเทียบรูปแบบการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในตำแหน่ง และขนาดของสถานศึกษา รูปแบบการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาครอบคลุม งานบริหารสถานศึกษาทั้ง 4 ด้าน คือ 1) ด้านการบริหารวิชาการ 2) ด้านการบริหารงบประมาณ 3) ด้านการบริหารบุคคล 4) ด้านการบริหารทั่วไป ส่วนรูปแบบการตัดสินใจใช้แนวความคิดของวรูมและเยตตัน (Vroom and Yetton) มี 5 รูปแบบ คือ แบบที่ 1 ผู้บริหารใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว และตัดสินใจเอง แบบที่ 2 ผู้บริหารหาข้อมูลจากครูอาจารย์ในโรงเรียนก่อนแล้วตัดสินใจเอง แบบที่ 3 ผู้บริหารหารือกับครูอาจารย์ในโรงเรียนเป็นรายบุคคลแล้วตัดสินใจเอง แบบที่ 4 ผู้บริหารหารือกับครูอาจารย์ในโรงเรียนเป็นกลุ่มแล้วตัดสินใจเองและ แบบที่ 5 ผู้บริหารให้ครู อาจารย์ในโรงเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 316 คนรายการ สภาพการพัฒนาการประกันคุณภาพสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสิงห์บุรี ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินของสมศ.(มหาวิทยาลัยศรีปทุม, 2551) นันทพร มั่นทัพการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาการประกันคุณภาพการศึกษามาตรฐาน ด้านผู้เรียน ด้านครู และด้านผู้บริหาร ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสิงห์บุรี และเพื่อเปรียบเทียบ สภาพการพัฒนาการประกันคุณภาพการศึกษามาตรฐาน ด้านผู้เรียน ด้านครู และด้านผู้บริหาร ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสิงห์บุรี จำแนกตามขนาดของโรงเรียนและระดับการจัดการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูจำนวน 168 คน โดยการสุ่มแบบมีสัดส่วนจากปีการศึกษา 2549 -–2550 จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) ที่มีผลไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 28 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นหาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีของครอนบาคได้ค่าความเชื่อมั่น 0.93 และค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเป็นค่า IQC 1.00 และค่าความเที่ยงตรงภายใน (t-test) อยู่ระหว่าง 19.96 – 23.649 ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยแจกและรับคืนด้วยตนเองจากกลุ่มตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแตกต่างโดยใช้ค่า t-testรายการ การศึกษาปัจจัยในการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งนักเรียนเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา(มหาวิทยาลัยศรีปทุม, 2551) วีระพงศ์ หล่อสมบูรณ์การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย (1) เพื่อศึกษาปัจจัยในการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งนักเรียนเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษา (2) เพื่อเปรียบเทียบการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งนักเรียนเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา จำแนกตามสถานภาพของผู้ปกครองในด้านอายุ ระดับการศึกษา และรายได้ กลุ่มตัวอย่างเลือกมาโดยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน เป็นผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษา จำนวน 302 คน ซึ่งกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน จากโรงเรียน 5 แห่ง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความเห็นของผู้ปกครองเกี่ยวกับปัจจัยในการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งนักเรียนเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษา มีลักษณะเป็นมาตราวัดประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 43 ข้อ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับอยู่ระหว่าง 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาค่าความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม ใช้ค่า t-test และหาค่าความแตกต่างระหว่าง 3 กลุ่ม ใช้ค่า F-testรายการ ความคิดเห็นของครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่มีต่อการประเมินผลการบริหารสถานศึกษา ในจังหวัดสิงห์บุรี โดยใช้ BALANCED SCORECARD(มหาวิทยาลัยศรีปทุม, 2551) มาลินี พัวพานิชการวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย (1) เพื่อศึกษาความเห็นของครูและผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีต่อการประเมินผลการบริหารสถานศึกษา ในจังหวัดสิงห์บุรี โดยใช้ Balanced Scorecard (2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูและผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีต่อการประเมินผลการบริหารสถานศึกษาในจังหวัดสิงห์บุรี โดยใช้ Balanced Scorecard ตามประเภทและขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างเลือกมาโดยใช้วิธีสุ่มแบบชั้นภูมิ จำนวน 338 คน เป็นครู 296 คน และผู้บริหารสถานศึกษา 42 คน จากสถานศึกษา 48 แห่ง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของครูและผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีต่อการประเมินผลการบริหารสถานศึกษา โดยใช้ Balanced Scorecard 4 มิติ มีลักษณะเป็นมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 48 ข้อ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67รายการ สภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในเครือบดินทรเดชา(มหาวิทยาลัยศรีปทุม, 2551) ชัยรัตน์ ล้ำฤทธิ์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในเครือบดินทรเดชา และเพื่อเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในเครือ บดินทรเดชา จำแนกสถานศึกษา และแต่ละกลุ่มสาระ ในองค์ประกอบ 17 ด้านที่ขอบข่ายงานวิชาการของกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้เป็นเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนจากสถานศึกษาในเครือบดินทรเดชา ปีการศึกษา 2550 ในการวิจัยใช้กลุ่มตัวอย่าง 215 คน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม นำมาวิเคราะห์และแปรผลการศึกษาโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติรายการ สภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนสังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2(มหาวิทยาลัยศรีปทุม, 2551) ธิรดา ถาวรทัศนกิจการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 และเปรียบเทียบการจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษารายการ สภาพและปัญหาการประกันคุณภาพภายในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ในเขตกรุงเทพมหานคร(มหาวิทยาลัยศรีปทุม, 2551) พรประภา ถาวรการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการประกันคุณภาพภายในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ในเขตกรุงเทพมหานคร และเพื่อเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการประกันคุณภาพภายในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ในเขตกรุงเทพมหานคร จำแนกตามขนาด และประเภทของสถาบันอุดมศึกษาในองค์ประกอบ 9 ด้าน ที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษากำหนดให้เป็นเกณฑ์ การประเมินภายนอก กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร และคณาจารย์ ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ในเขตกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2550 จำนวน 377 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling) ตามกลุ่มของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ โดยหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหามีค่า IOC ระหว่าง 0.88 – 0.92 หาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีของครอนบาค แบบสอบถามการปฏิบัติงานประกันคุณภาพภายใน และปัญหา การประกันคุณภาพภายใน 0.934 และ 0.921 ตามลำดับ การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยแจกแบบสอบถามและรับคืนด้วยตนเอง การวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS (Statistical Package for the Social Science) หาค่าคะแนนเฉลี่ย ส่วนความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ การทดสอบค่าเฉลี่ยโดยการใช้ F-test และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่โดยใช้ Scheffe testรายการ ความคิดเห็นของครูที่มีต่อภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน กลุ่มโรงเรียนในเครือไทย - เทค(มหาวิทยาลัยศรีปทุม, 2551) สุจารี ฮีมินกูลการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูที่มีต่อภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน กลุ่มโรงเรียนในเครือไทย-เทค กลุ่มตัวอย่างคือ ครูจำนวน 295 คน กลุ่มตัวอย่างเทียบจากตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบคือ t-test และ F-test และทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ ด้วยวิธี Least Significant Difference (LSD)รายการ การบริหารระบบสารสนเทศเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษาภายในกลุ่มโรงเรียนในเครือไทย-เทค(มหาวิทยาลัยศรีปทุม, 2551) วนิดา สกุลเจริญไพโรจน์การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์พัฒนาระบบสารสนเทศในการเก็บข้อมูล เพื่อใช้ในการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน สำหรับกลุ่มโรงเรียนในเครือไทย-เทค โดยการนำมาตรฐานข้อกำหนด ตัวบ่งชี้ คำอธิบาย กิจกรรมตอบสนองตัวบ่งชี้ ข้อมูลการประกอบการพิจารณาแหล่งข้อมูล ข้อมูลที่ต้องการเก็บรวบรวม ผู้รับผิดชอบ เกณฑ์การตัดสิน เครื่องมือที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล รวบรวมแต่ละมาตรฐานและตัวบ่งชี้ เก็บไว้ที่เว็บไซต์ของโรงเรียนที่ http://www.kulsiri.ac.th/assurance/ ผู้รับผิดชอบงานแต่ละมาตรฐาน แต่ละตัวบ่งชี้สามารถเก็บข้อมูลในงานที่รับผิดชอบไว้ได้ และยังสามารถเพิ่มลบแก้ไขข้อมูลที่ได้ทำไปแล้วได้ตลอดเวลา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บเป็นแบบสอบถาม ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ และได้เก็บข้อมูลแบบการสนทนากลุ่มย่อยเพื่อให้ได้ข้อมูลตรงกับความรับผิดชอบของแต่ละสำนักงานโดยตรง ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพรายการ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการไม่ปล่อยตัวชั่วคราวเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน(2551-01-31T02:07:43Z) สุมน ถนอมเกียรติการศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการไม่ขอปล่อยตัวชั่วคราวเด็กและเยาวชน ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์การไม่ขอประกันตัวของเด็กและเยาวชน ศึกษาถึงความคิดเห็นและความพึงพอใจของบิดามารดา ผู้ปกครอง ตำรวจ และเจ้าหน้าที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด เกี่ยวกับมาตรการประกันตัว ศึกษาถึงปัจจัยที่เป็นปัญหา อุปสรรค แนวทางในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาและอุปสรรค กำหนดและพัฒนาระบบการประกันตัวต่อการขอปล่อยตัวชั่วคราว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นตำรวจจำนวน 73 คน เจ้าหน้าที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดจำนวน 119 คน บิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดจำนวน 155 คน รวมกลุ่มตัวอย่าง 347 คน โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูปการวิจัยทางสังคมศาสตร์ โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า สภาพการณ์การไม่ขอปล่อยตัวชั่วคราวของเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดทั่วประเทศ ปี 2547 เด็กและเยาวชนที่ขอปล่อยตัวชั่วคราวคิดเป็นร้อยละ95.02 และไม่ขอปล่อยตัวชั่วคราวคิดเป็นร้อยละ 4.98 ปี2548เด็กและเยาวชนที่ขอปล่อยตัวชั่วคราวคิดเป็นร้อยละ94.89 และไม่ขอปล่อยตัวชั่วคราวคิดเป็นร้อยละ 5.11 ความคิดเห็นและความพึงพอใจของบิดามารดา ผู้ปกครอง ตำรวจ และเจ้าหน้าที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด เกี่ยวกับมาตรการการประกันตัวพบว่า บิดามารดา ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความพึงพอใจมาตรการการประกันตัวในด้านนโยบาย วิธีการปล่อยชั่วคราว หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราว หลักเกณฑ์ในการพิจารณาสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว เงื่อนไข ผู้มีสิทธิ์ยื่นคำขอปล่อยชั่วคราว หลักฐานเอกสารประกอบกับการยื่นขอปล่อยชั่วคราว การมอบอำนาจ การใช้หลักทรัพย์ หลักประกัน วิธีการดำเนินการขอปล่อยชั่วคราว การกำหนดจำนวนเงินที่ต้องชำระในกรณีผิดสัญญาประกัน และการถอนหลักประกัน สำหรับด้านอัตราค่าประกันตัวเด็กและเยาวชน บิดามารดา ผู้ปกครองเด็กและเยาวชน ส่วนใหญ่ยังไม่พอใจ ความคิดเห็นของบิดามารดา ผู้ปกครอง ตำรวจ และเจ้าหน้าที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด เกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราว หลักเกณฑ์การปล่อยตัวชั่วคราวพบว่า ในภาพรวมมีความเห็นด้วยมากที่สุด ความคิดเห็นของตำรวจและเจ้าหน้าที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด เกี่ยวกับมาตรการการประกันตัวส่วนใหญ่เห็นด้วย ปัจจัยที่เป็นปัญหา อุปสรรค ในการไม่ขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยปัจจัยเป็นที่เป็นปัญหาอุปสรรคตามความคิดเห็นของบิดามารดา ผู้ปกครอง คือปัจจัยด้านตัวเด็กและเยาวชน ปัจจัยด้านคดีเช่น ความรุนแรงของคดี และปัจจัยด้านฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ตามลำดับ ปัจจัยที่เป็นปัญหา อุปสรรคต่อการไม่ปล่อยตัวชั่วคราวในภาพรวมพบว่า ปัจจัยที่เป็นปัญหาอุปสรรคอยู่ระดับมากที่สุดได้แก่ ปัจจัยด้านหลักเกณฑ์ในการขอปล่อยชั่วคราว ปัจจัยด้านเงื่อนไขสัญญาประกัน และปัจจัยด้านประเภทคดีที่กระทำผิด ตามลำดับ ความคิดเห็นของตำรวจและเจ้าหน้าที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด เกี่ยวกับผลกระทบในภาพรวมต่อการไม่ขอปล่อยตัวชั่วคราว พบว่า ส่งผลกระทบในระดับมาก โดยส่งผลกระทบต่อกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนและสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดและสถานแรกรับ รองลงมาส่งผลกระทบต่อชุมชนและสังคม และผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ตามลำดับ แนวทางในการปรับปรุง แก้ไข ปัญหา อุปสรรคต่อการปล่อยตัวชั่วคราว พบว่า ด้านนโยบายกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ควรกำหนดนโยบายด้านการปล่อยตัวชั่วคราวให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ ด้านเด็กและเยาวชนควรให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องควรช่วยเหลือละควรสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อการกระทำผิดให้เด็กและเยาวชนที่ได้รับการพิจารณาขอปล่อยตัวชั่วคราว ด้านบิดามารดา ผู้ปกครอง ควรให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ความรู้ ความเข้าใจแก่บิดามารดา ผู้ปกครองเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราว ด้านหลักฐานเอกสารประกอบการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวประเภทคดีที่กระทำผิด หลักเกณฑ์การขอปล่อยตัวชั่วคราว ควรปรับปรุงเกี่ยวกับเกณฑ์ในเรื่องคดีที่กระทำผิดให้ชัดเจน ประกอบการพิจารณาขอปล่อยตัวชั่วคราว ควรปรับเกณฑ์ในการขอปล่อยชั่วคราวสำหรับคดีที่กระทำผิดที่มีโทษสูงสุด โดยพิจารณาเกี่ยวกับประวัติและพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนประกอบการขอปล่อยชั่วคราว หากมีประวัติและพฤติกรรมไม่มีเรื่องเสียหายร้ายแรง ก็ควรจะได้รับการพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ด้านอัตราราคาประกันตัวเด็กและเยาวชน กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาครอบครัว มีปัญหากับบิดามารดา ผู้ปกครองไม่มีที่อาศัย และสภาพแวดล้อมไม่เป็นคุณ ได้พักพิงชั่วคราวในระหว่างที่ได้รับการพิจารณาการปล่อยตัวชั่วคราว ด้านกลุ่มมิจฉาชีพหรือแก๊งค์ มิจฉาชีพ ควรขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการสอดส่องดูแลเด็กและเยาวชน ด้านระบบและแนวทางในการขอปล่อยตัวชั่วคราว วิธีการปล่อยและขั้นตอนในการปล่อย กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขระบบและแนวทางในการขอปล่อยชั่วคราว วิธีการปล่อยละขั้นตอนการปล่อยให้ใช้เวลาสั้นลงและลดขั้นตอนไม่ยุ่งยากซับซ้อน ด้านการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอนในการขอปล่อยชั่วคราว กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ควรจัดทำสื่อและเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอนในการขอปล่อยชั่วคราว ด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้อง กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ควรปลูกจิตสำนึกให้กับเจ้าหน้าที่ในการทำงานกับเด็กและเยาวชน และผู้ปกครองในการให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องต่างๆตลอดจนการขอปล่อยชั่วคราว การกำหนดและพัฒนาระบบการประกันตัวชั่วคราวที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตามความคิดเห็นของบิดามารดา ผู้ปกครอง เห็นด้วยมากที่สุดว่าเด็กและเยาวชนสามารถประกันตัวหรือขอปล่อยตัวชั่วคราวได้ตลอด 24 ชั่วโมง รองลงมาคือการยื่นขอประกันตัวเด็กและเยาวชนใช้เวลาประมาณ 30 นาที และผู้ปกครองหรือผู้ประกันต้องชำระเงินค่าประกันและทำใบนัดฟังคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ธุรการคดี ตามลำดับ ตามความคิดเห็นของตำรวจและเจ้าหน้าที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด เห็นด้วยมาก ว่าด้านบุคลากรบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ในการขอปล่อยชั่วคราว มีความตั้งใจปฏิบัติงานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอปล่อยชั่วคราวดี รองลงมาประเภทคดีที่กระทำผิด คดีบางประเภทที่ปล่อยชั่วคราวไปอาจเป็นอันตรายต่อสังคม และด้านบิดามารดา ผู้ปกครองควรได้รับคำปรึกษา เพื่อเข้าใจปัญหาของเด็กหรือเยาวชน ก่อนมอบตัวเด็กหรือเยาวชนกลับไปรายการ e-portfolios Development(มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2551-02-28) ภาวิณี ศรีสุขวัฒนานันท์